1599 จำนวนผู้เข้าชม |
นางกนกทิพย์ จันทร์พลังศรี ประธานคณะกรรมการบริหาร พร้อมด้วยนายเชิดศักดิ์ วัฒนวิจิตรกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ. ทีพีซี เพาเวอร์ โฮลดิ้ง (TPCH) บริษัทโฮลดิ้งที่ทำธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ร่วมกันเปิดเผยแผนดำเนินธุรกิจปี 2568 ว่า บริษัทฯ ได้เริ่มต้นแผนพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังงานลมในกัมพูชา ภายใต้บริษัท อินโดไชน่า วินด์ พาวเวอร์ (IWP) กำลังการผลิต 150 เมกะวัตต์ (MW) แล้ว หลังจากได้ลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับรัฐวิสาหกิจไฟฟ้ากัมพูชา (EDC) เป็นระยะเวลา 25 ปี นับจากวันที่เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ลุล่วงลงไป โดยกำลังอยู่ในระหว่างการสรรหาผู้รับเหมาก่อสร้าง ขณะที่แผนพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ภายใต้บริษัท แม่โขง พาวเวอร์ (MKP) ใน สปป. ลาว กำลังการผลิต 100 MW พร้อมเริ่มก่อสร้างโรงไฟฟ้าในเร็วๆ นี้ คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปี 2569 ตามกำหนด ทำให้แผนลงทุนต่างประเทศมีความคืบหน้าตามแผนที่วางไว้ และน่าจะบรรลุเป้าหมายการมีกำลังการผลิตไฟฟ้ารวม 500 MW ภายในปี 2569 แบ่งเป็นโครงการต่างประเทศ จากโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม กำลังการผลิตรวม 350 MW และโครงการในประเทศ จากโรงไฟฟ้าชีวมวล และโรงไฟฟ้าพลังงานขยะ กำลังการผลิตรวม 150 MW พร้อมเติบโตอย่างก้าวกระโดดใน 3-5 ปีข้างหน้านี้ ก่อนเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว
สำหรับโครงการในประเทศ ล่าสุด แผนพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังงานขยะ 2 โครงการ ภายใต้บริษัทร่วมทุน สยามพาวเวอร์ (SP) ทั้งโรงไฟฟ้าสยาม พาวเวอร์ หนองสาหร่าย (SPNS) และโรงไฟฟ้าสยาม พาวเวอร์ นากลาง (SPNK) กำลังการผลิตแห่งละ 9.9 MW กำลังอยู่ในระหว่างก่อสร้างและติดตั้งเครื่องจักร ก่อนจะทยอยพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานขยะเพิ่มอีก 4 โครงการ ได้แก่ SP4 - SP7 นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังมีการปรับปรุงประสิทธิภาพเครื่องจักรของโรงไฟฟ้าสยาม พาวเวอร์ นนทบุรี (SPNT) ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นด้วย
ส่วนโครงการโรงไฟฟ้าชีวมวลทั้ง 7 แห่ง ประกอบด้วย โรงไฟฟ้า CRB, MWE, MGP, TSG, PGP, SGP และ PTG กำลังการผลิตรวม 80.7 MW ได้มีการปรับปรุงการเดินเครื่องให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น รวมทั้งยังมีการควบคุมราคาเชื้อเพลิงและจัดหาแหล่งเชื้อเพลิงใหม่ เพื่อช่วยบริหารจัดการต้นทุนการผลิตไฟฟ้าให้ลดลง
ขณะเดียวกัน บริษัทฯ ได้จดทะเบียนคาร์บอนเครดิต และ I-RECs จากโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนทุกโครงการ เตรียมพร้อมสำหรับการขายคาร์บอนเครดิตเป็นการล่วงหน้าแล้ว เพื่อเพิ่มช่องทางสร้างรายได้อย่างสม่ำเสมอ ตลอดจนเตรียมผลักดันบริษัทร่วมทุน SP เข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็มเอไอ (mai) ในปี 2570 เพื่อเพิ่มศักยภาพในการทำธุรกิจในระยะยาวด้วย
สำหรับผลดำเนินงานปี 2567 บริษัทฯ มีรายได้รวม 2,444.69 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 234.30 ล้านบาท ลดลง 15.7% และ 19.8% จากปี 2566 สาเหตุจากไม่มีรายการพิเศษจากการจําหน่ายเงินลงทุนในบริษัทย่อยที่เกิดในเดือนตุลาคมปีก่อนหน้า อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ เตรียมจ่ายเงินปันผลเพิ่ม ในอัตราหุ้นละ 0.037 บาท กำหนดวันที่ไม่ได้รับสิทธิปันผล (วันขึ้น XD) 29 เมษายน และกำหนดจ่ายปันผลวันที่ 15 พฤษภาคม ซึ่งหากคิดรวมเงินปันผลระหว่างกาลที่จ่ายในเดือนกันยายนและธันวาคม ในอัตราหุ้นละ 0.23 บาท และ 0.128 บาท ตามลำดับ ทำให้ทั้งปีบริษัทฯ จ่ายเงินปันผลทั้งสิ้น หุ้นละ 0.395 บาท คิดเป็นอัตราผลตอบแทนกว่า 13% คิดจากราคาหุ้นที่ 3 บาท