1692 จำนวนผู้เข้าชม |
นายนันท์มนัส วิทยศักดิ์พันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. ไซโน โลจิสติกส์ คอร์ปอเรชั่น (SINO) เปิดเผยแผนธุรกิจปี 2568 ว่า พร้อมเดินหน้าขยายธุรกิจเพื่อเพิ่มศักยภาพการเป็นผู้นำในการให้บริการโลจิสติกส์ระหว่างประเทศอย่างครบวงจร จากทั้ง 4 กลุ่มธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็น ธุรกิจขนส่งสินค้าทางทะเล (Sea Freight) ที่ยังคงเป็นสัดส่วนรายได้หลักกว่า 95% ธุรกิจขนส่งสินค้าทางอากาศ (Air Freight) ธุรกิจสนับสนุนงานบริการโลจิสติกส์ (Logistics Support) หรือบริการให้เช่าคลังสินค้า (Warehouse) โดยวางเป้าหมายรายได้รวม 4,300 ล้านบาท เติบโตจากปีก่อนกว่า 16% จากปริมาณการขนส่งสินค้ารวม 53,000 ตู้ เพิ่มขึ้นเกือบ 8% จากปีก่อน จากการขยายการให้บริการให้ครอบคลุมภูมิภาคอาเซียน ซึ่งล่าสุดได้จับมือพันธมิตรเวียดนาม จัดตั้งบริษัทร่วมทุนเพื่อเปิดสาขาในเวียดนามเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ถือเป็นสาขาที่ 3 ต่อจากสาขาที่กัมพูชา และมาเลเซีย ที่เปิดให้บริการตั้งแต่ปีก่อน คาดว่าจะเริ่มให้บริการขนส่งสินค้าทางทะเลเส้นทางเวียดนาม–อเมริกา และจากเวียดนามไปยังภูมิภาคอื่นๆ ได้ในไตรมาส 2 นี้ ด้วยปริมาณขนส่งสินค้าปีแรกประมาณ 900 ตู้ เนื่องจากสหรัฐฯ ยังคงต้องพึ่งพาการนำเข้าสินค้าจากเวียดนามที่มีต้นทุนการผลิตต่ำกว่า และมีแผนจะตั้งสาขาที่ 4 ในอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นตลาดที่มีศักยภาพการเติบโตสูง ตามมาในเร็วๆ นี้
ขณะเดียวกัน เพื่อกระจายความเสี่ยงและลดการพึ่งพิงรายได้ธุรกิจ Sea Freight ที่มีความไม่แน่นอนจากหลายปัจจัย ทั้งอัตราค่าระวางเรือ ความกังวลสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับนานาประเทศ ความผันผวนของค่าเงินบาท ควบคู่ไปกับการยกระดับการให้บริการลูกค้าให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่มีหลากหลายได้อย่างตรงจุด บริษัทฯ พร้อมขยายธุรกิจ Air Freight ประเดิมด้วยการขายระวางสินค้ากับสายการบิน ผ่านการซื้อกิจการของบริษัทย่อย เอสเอ็นซี คาร์โก้ เซอร์วิสเซส (SNC) ก่อนจะต่อยอดไปถึงการให้บริการเต็มรูปแบบตามมาในเร็วๆ นี้ ซึ่งจะทำให้ลูกค้าได้รับบริการที่ดี สร้างความพึงพอใจได้สูงสุด พร้อมกับยกระดับแบรนด์ SINO ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างมากขึ้น
นอกจากนี้ บริษัทฯ เตรียมขยายธุรกิจ Warehouse เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการโลจิสติกส์แบบครบวงจร หลังจากที่ผ่านมา การเปิดให้บริการคลังสินค้า 2 แห่งก่อนหน้านี้ มีการใช้บริการเกือบเต็มพื้นที่แล้ว โดยอาศัยเครือข่ายที่กว้างขวางของ บมจ. เอสซีจี เจดับเบิ้ลยูดี โลจิสติกส์ (SJWD) ที่เป็นทั้งพันธมิตรทางธุรกิจ และผู้ถือหุ้นใหญ่ มาช่วยสนับสนุน และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้สูงขึ้น พร้อมทั้งช่วยผลักดันให้รายได้จากธุรกิจ Logistics Support เติบโตตามไปด้วย
ที่สำคัญ บริษัทฯ ได้วางแผน 5 ปี (ปี 2568-72) เพื่อเพิ่มสัดส่วนรายได้จากธุรกิจ Air Freight ขึ้นเป็น 10% หรือมีรายได้ระดับ 500 ล้านบาท จากที่ทำได้ 60 ล้านบาท ในปีก่อน พร้อมกับเพิ่มสัดส่วนรายได้จากธุรกิจ Warehouse ขึ้นมาเป็น 5% ใกล้เคียงกับธุรกิจ Logistics Support ซึ่งจะทำให้สัดส่วนรายได้จากธุรกิจ Sea Freight ปรับดลงมาอยู่ที่ 80%
พร้อมกันนี้ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร SINO ยังได้แย้มแนวโน้มผลดำเนินงานไตรมาสแรกด้วยว่า มีความเป็นไปได้สูงที่รายได้จะปรับตัวดีขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน (YoY)
ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวว่า อเมริกากำลังพิจารณาปรับขึ้นค่าธรรมเนียมการจอดเรือขนส่งสินค้าที่สร้างในจีน หรือสายเดินเรือที่จดทะเบียนในจีน เพื่อฟื้นฟูอุตสาหกรรมการต่อเรือของสหรัฐฯ หลังจากจีนมีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมานั้น หากเกิดขึ้นจริง จะส่งผลกระทบให้ผู้ส่งออกสินค้าไปอเมริกามีต้นทุนการขนส่งสินค้าเพิ่มขึ้น ขณะที่ปริมาณเรือขนส่งสินค้าไปอเมริกาอาจมีไม่เพียงพอต่อความต้องการ หรือสายการเดินเรือลดจำนวนการจอดท่าเทียบเรือในอเมริกา หันมาเลือกจอดเฉพาะท่าเรือหลักที่มีความต้องการขนส่งสินค้าเป็นจำนวนมากเท่านั้น ส่งผลให้เกิดการปรับเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือ รวมถึงระยะเวลาจัดส่งสินค้าที่อาจเพิ่มขึ้น ซึ่งบริษัทฯ ได้วางแผนบริหารจัดการเพื่อรับมือปัญหาขาดแคลนเรือที่อาจเกิดขึ้นไว้ล่วงหน้าแล้ว
สำหรับผลดำเนินงานปี 2567 บริษัทฯ มีกำไรสุทธิ 88 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 66% จากปี 2566 จากการวางกลยุทธ์ขยายธุรกิจ และการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนในมาเลเซียเพื่อขยายธุรกิจให้บริการขนส่งสินค้าทางทะเลแก่ลูกค้า ประกอบกับได้ประโยชน์จากค่าระวางเรือที่เพิ่มขึ้นในปีที่ผ่านมา หนุนให้รายได้รวมเพิ่มขึ้น 104% มาที่ 3,700 ล้านบาท
ขณะที่ฐานะทางการเงิน ยังคงแข็งแกร่ง มีสัดส่วนหนี้สินต่อทุนที่มีภาระดอกเบี้ย (D/E) ต่ำ 0.56 เท่า ส่วนกระแสเงินสดจากการดำเนินงานสิ้นปีอยู่ที่ 311 ล้านบาท และยังมีเงินทุนที่ได้จากการะดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ เมื่อปลายปี 2566 พร้อมรองรับแผนขยายธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง