3093 จำนวนผู้เข้าชม |
นายสมชาย เมฆะสุวรรณโรจน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. ไอแอนด์ไอ กรุ๊ป (IIG) บอกว่า จากการที่บริษัทฯ เล็งเห็นโอกาสต่อยอดอุตสาหกรรมประกันในประเทศ ทำให้ก่อตั้งบริษัท ไอแอนด์ไอ เวนเจอร์ (IIV) ขึ้นมาเพื่อพัฒนาแพลตฟอร์มอินชัวร์เทค (Insurtech) ในปี 2564 ครอบคลุมประกันภัยรถยนต์ ประกันสุขภาพ และประกันอุบัติเหตุ อัคคีภัย วินาศภัย โดยมีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence – AI) ให้บริการในหลายรูปแบบ ทั้งด้านภาพ เสียง และการวิเคราะห์ข้อมูล
ล่าสุด IIV ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์แรก Moverse แพลตฟอร์มโซลูชันสำหรับประกันภัยรถยนต์แบบครบวงจร (End-to-End Platform) รองรับ Customer Experience ในทุกขั้นตอนการบริการ ครอบคลุมตั้งแต่กระบวนการขาย การตรวจสภาพรถยนต์ ไปจนถึงกระบวนการเคลม ที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของบริษัทประกันภัย โบรกเกอร์ประกันภัย รวมไปถึงผู้เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมทั้งระบบ ไม่ว่าจะเป็น ลูกค้า ศูนย์บริการรถยนต์ หรืออู่ซ่อมรถยนต์ นับเป็นการพลิกโฉมอุตสาหกรรมประกันภัยในประเทศไทยสู่รูปแบบดิจิทัลอย่างเต็มตัว
โดยฟังก์ชันแรกที่เปิดให้บริการแล้วเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา คือ บริการตรวจสภาพรถยนต์ (Motor Inspection) ผ่านการถ่ายภาพ โดยใช้ AI ที่มีความแม่นยำเรื่องความเสี ยหายสูงถึง 97% มีขั้นตอนใช้งานง่าย ไม่ยุ่งยาก และลดระยะเวลาการนัดหมายการตรวจสภาพรถยนต์ ซึ่งต่างจากการตรวจสภาพรถยนต์รูปแบบเดิม เพราะบริษัทประกันหรือนายหน้าประกัน สามารถสร้างและส่งลิงก์ การตรวจสภาพรถยนต์ไปให้ลูกค้า หรือผู้ตรวจสภาพรถยนต์ ผ่านทาง SMS หลังจากลูกค้า หรือผู้ตรวจสภาพรถยนต์ได้รับ SMS แล้ว สามารถดำเนินการตรวจสภาพรถยนต์ผ่านสมาร์ทโฟนได้ด้วยตนเองในทันที เพียงถ่ายรูปผ่าน Web Browser ซึ่งไม่ต้องติดตั้งโปรแกรม เพราะ AI จะช่วยควบคุมคุณภาพของภาพถ่าย มุมการถ่ายภาพ แสง และการสั่น เพื่อให้ได้ภาพที่ถูกต้อง แม่นยำ และมีคุณภาพ อีกทั้งยังสามารถติดตามผลการอนุมัติผ่านมือถือสมาร์ทโฟนได้แบบ Realtime สำหรับบริษัทประกัน และนายหน้าประกัน ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการเดินทาง และระยะเวลาในการตรวจสภาพรถยนต์ นอกจากนี้ AI ยังสามารถช่วยประเมินความเสียหาย และประเมินราคาได้
ประการสำคัญ แพลตฟอร์ม Moverse ยังเป็นแพลตฟอร์มกลางที่สามารถปรับการใช้งานให้เหมาะกับความต้องการของผู้ใช้บริการที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นบริษัทประกันภัย หรือนายหน้าประกันภัยรายเล็ก รายใหญ่ เพราะคิดค่าบริการแบบจ่ายตามจำนวนครั้งที่ใช้งานจริง (Pay Per Use) ช่วยให้ต้นทุนในการให้บริการลดต่ำลง เนื่องจากไม่ต้องจ่ายค่า License การใช้ซอฟต์แวร์ ไม่ต้องจ้างที่ปรึกษาเพื่อวางแผนพัฒนาระบบ จึงได้รับกระแสตอบรับที่ดีจากบริษัทประกันและนายหน้าประกันหลายราย ทำให้บริษัทฯ พร้อมขยายการให้บริการด้านการขายประกันรถยนต์ และการเคลมเพิ่มเติมในปลายปีนี้ ซึ่งจะช่วยให้ IIG ก้าวสู่ผู้นำด้านเทคโนโลยีประกัน (Insurtech) และเทคโนโลยีสุขภาพ (Healthech) ในประเทศไทย ก่อนขยายวงไปในระดับภูมิภาคอาเซียน ตามเป้าหมายที่วางไว้